Print this page
Wednesday, 30 September 2026 12:36

ก่อนน้ำท่วมถึงอาคาร ต้องเตรียมลิฟต์อย่างไร? เช็กลิสต์สำหรับผู้ดูแลอาคาร

Written by
Rate this item
(0 votes)
การกำหนดผู้รับผิดชอบ จุดตัดสินใจ และวิธีหยุดใช้งานลิฟต์ล่วงหน้า ช่วยลดความสับสนเมื่อน้ำเริ่มสูงขึ้น การกำหนดผู้รับผิดชอบ จุดตัดสินใจ และวิธีหยุดใช้งานลิฟต์ล่วงหน้า ช่วยลดความสับสนเมื่อน้ำเริ่มสูงขึ้น ภาพประกอบโดย SPC Parts Lift

การเตรียมลิฟต์ก่อนน้ำมาถึงไม่ได้หมายถึงการนำกระสอบทรายไปวางหน้าประตูเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมข้อมูลเตือนภัย แผนอพยพ ระบบไฟฟ้า การระบายน้ำ การสื่อสารกับผู้ใช้อาคาร และขั้นตอนของช่างลิฟต์เข้าด้วยกัน เพราะเมื่อระดับน้ำเพิ่มขึ้นแล้ว การเคลื่อนย้ายอุปกรณ์หรือเข้าไปตรวจพื้นที่เสี่ยงอาจสายเกินไปและไม่ปลอดภัย

บทความนี้เป็นกรอบวางแผนสำหรับผู้ดูแลอาคาร ไม่ใช่คู่มือสั่งเดินหรือหยุดลิฟต์ด้วยตนเอง ขั้นตอนเกี่ยวกับการเคลื่อนตู้ลิฟต์ การตัดไฟ ตู้ควบคุม ห้องเครื่อง และบ่อลิฟต์ ต้องกำหนดร่วมกับบริษัทบำรุงรักษา ผู้ผลิต และผู้รับผิดชอบระบบไฟฟ้าของอาคารล่วงหน้า

1. เริ่มจากแผนที่ความเสี่ยงของอาคารจริง

สำรวจว่าหากน้ำเข้าพื้นที่ น้ำน่าจะมาจากทางใดก่อน เช่น ประตูอาคาร ทางลาดที่จอดรถ ท่อระบายน้ำ ห้องใต้ดิน หรือแนวผนังที่มีช่องเปิด จากนั้นระบุตำแหน่งโถงลิฟต์ บ่อลิฟต์ ห้องเครื่อง ตู้ควบคุม ตู้ไฟหลัก เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และเครื่องสูบน้ำบนแผนผังเดียวกัน

อย่าประเมินความเสี่ยงจากระดับพื้นหน้าอาคารเพียงจุดเดียว เพราะบ่อลิฟต์มักอยู่ต่ำและรับน้ำจากหลายทาง ควรบันทึกเหตุการณ์เดิม ระดับน้ำสูงสุด จุดรั่ว และเวลาที่น้ำเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ตั้งจุดตัดสินใจสำหรับครั้งถัดไป

2. ติดตามคำเตือนและกำหนด Trigger ก่อนเกิดเหตุ

ผู้ดูแลควรติดตามประกาศเตือนภัยของกรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลระดับน้ำและประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่น แล้วแปลงคำเตือนให้เป็นการทำงานของอาคาร เช่น

  • ระดับเฝ้าระวัง: ตรวจเครื่องสูบน้ำ แบตเตอรี่ อุปกรณ์กั้นน้ำ และรายชื่อผู้ติดต่อ
  • ระดับเตรียมพร้อม: แจ้งช่างลิฟต์ เตรียมกั้นพื้นที่ ย้ายเอกสารและอะไหล่สำคัญขึ้นที่สูง
  • ระดับดำเนินการ: ทำตามขั้นตอนหยุดใช้งานและตัดระบบที่ได้รับอนุมัติไว้ล่วงหน้า
  • ระดับฉุกเฉิน: ให้ความปลอดภัยและการอพยพของคนมาก่อนทรัพย์สิน ห้ามส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปทำงานในพื้นที่น้ำไหลหรือมีความเสี่ยงทางไฟฟ้า

แนวทาง GOV.UK แนะนำให้องค์กรกำหนด trigger point ที่สัมพันธ์กับพื้นที่จริง เช่น เมื่อน้ำถึงลานจอดรถ พร้อมระบุว่าที่แต่ละจุดใครต้องทำอะไร วิธีนี้ช่วยลดการตัดสินใจแบบเร่งด่วนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนเร็ว

3. ตั้งทีมและรายชื่อผู้ติดต่อที่ใช้งานได้จริง

แผนน้ำท่วมควรระบุผู้มีอำนาจตัดสินใจ ผู้ประสานบริษัทลิฟต์ ผู้ควบคุมระบบไฟฟ้า ผู้ดูแลเครื่องสูบน้ำ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย และผู้สื่อสารกับผู้ใช้อาคาร พร้อมหมายเลขโทรศัพท์นอกเวลาทำการ

กำหนดผู้รับผิดชอบสำรองอย่างน้อยหนึ่งคนในแต่ละหน้าที่ และเก็บแผนไว้ทั้งแบบออนไลน์และสำเนากระดาษในตำแหน่งที่น้ำไม่ถึง ควรทดลองโทรและทบทวนรายชื่อเป็นระยะ เพราะแผนที่มีเบอร์โทรเก่าจะใช้ไม่ได้ในเวลาจำเป็น

4. ตกลงขั้นตอนของลิฟต์กับช่างก่อนฝนหนัก

อาคารแต่ละแห่งมีชนิดลิฟต์ ตำแหน่งห้องเครื่อง ระบบควบคุม และแหล่งจ่ายไฟต่างกัน จึงไม่ควรใช้คำสั่งเดียวกับทุกอาคาร ควรให้บริษัทบำรุงรักษาจัดทำขั้นตอนเฉพาะอย่างน้อยครอบคลุมเรื่องต่อไปนี้:

  • เมื่อใดควรหยุดรับผู้โดยสารและใครมีอำนาจสั่ง
  • หากต้องย้ายตู้ลิฟต์ออกจากชั้นเสี่ยง ต้องทำเมื่อใดและโดยใคร
  • จุดตัดไฟและลำดับการแยกระบบ รวมถึงผลต่อระบบสำรอง
  • วิธีป้องกันไม่ให้มีผู้เรียกลิฟต์กลับลงมายังชั้นเสี่ยง
  • การกั้นพื้นที่และการติดประกาศให้ผู้ใช้อาคารทราบ
  • วิธีตรวจยืนยันหลังเหตุการณ์ก่อนอนุญาตให้กลับมาใช้งาน

อย่ารอให้น้ำเข้าบ่อลิฟต์แล้วจึงโทรถามขั้นตอน และห้ามให้พนักงานที่ไม่ได้รับอนุญาตเปิดตู้ควบคุม ตัดต่อสายไฟ หรือใช้กุญแจบริการเพื่อเคลื่อนลิฟต์เอง

5. วางแผนการสื่อสารและการอพยพก่อนหยุดลิฟต์

การหยุดลิฟต์กระทบผู้สูงอายุ ผู้ใช้รถเข็น ผู้ป่วย และผู้ที่ต้องพึ่งพาลิฟต์มากกว่าคนอื่น อาคารควรทราบล่วงหน้าว่าใครอาจต้องการความช่วยเหลือ มีเส้นทางหรือพื้นที่ปลอดภัยใดรองรับ และต้องแจ้งล่วงหน้านานเท่าใด

คู่มือของหน่วยงานนครนิวยอร์กระบุหลักสำคัญเรื่องการแจ้งผู้พักอาศัยก่อนยุติบริการลิฟต์และการวางแผนช่วยเหลือผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนที่ หลักนี้ใช้เป็นแนวทางด้านการสื่อสารและความต่อเนื่อง ไม่ใช่ข้อกำหนดกฎหมายไทย อาคารควรยึดแผนฉุกเฉินและคำสั่งของหน่วยงานในพื้นที่เป็นหลัก

6. ป้องกันน้ำเข้าโดยไม่สร้างอันตรายใหม่

ตรวจอุปกรณ์กั้นน้ำ ประตูหรือแผงกั้นชั่วคราว จุดยึด ซีล และทางระบายน้ำให้พร้อมก่อนฤดูฝน อย่าวางกระสอบทรายหรือสิ่งกีดขวางจนปิดทางหนีไฟ ขวางการเข้าถึงอุปกรณ์ฉุกเฉิน หรือทำให้น้ำไหลไปสร้างความเสียหายจุดอื่น

เครื่องสูบน้ำในบ่อลิฟต์หรือจุดต่ำต้องได้รับการตรวจความพร้อมจากผู้มีหน้าที่ รวมถึงแหล่งจ่ายไฟ สัญญาณเตือน และทางระบายน้ำปลายทาง การมีปั๊มไม่ได้แปลว่าจะรับน้ำได้ทุกปริมาณ จึงต้องมีแผนสำรองเมื่อปั๊มหยุดทำงานหรือไฟฟ้าดับ

7. ย้ายของสำคัญและลดการสัมผัสน้ำของอุปกรณ์

FEMA แนะนำหลักการเพิ่มความทนทานโดยยกอุปกรณ์สำคัญเหนือระดับน้ำท่วมที่ออกแบบไว้ หรือป้องกันด้วยโครงสร้างและวัสดุที่เหมาะสม สำหรับอาคารเดิมควรให้วิศวกรและบริษัทลิฟต์ประเมินว่าตู้ควบคุม แผงไฟ สวิตช์ อุปกรณ์สื่อสาร อะไหล่ และเอกสารใดสามารถย้ายหรือปรับตำแหน่งได้โดยไม่ขัดกับมาตรฐานและการทำงานของระบบ

ก่อนเหตุการณ์ระยะสั้น ควรย้ายคู่มือ ประวัติซ่อม อะไหล่สำรอง เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ไม่ได้ติดตั้งถาวรออกจากพื้นหรือห้องใต้ดิน การย้ายส่วนประกอบที่ต่ออยู่กับลิฟต์ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

8. ตรวจระบบไฟฟ้าและไฟสำรองโดยผู้รับผิดชอบ

จัดทำแผนผังจุดตัดไฟของลิฟต์ เครื่องสูบน้ำ ระบบสื่อสาร และพื้นที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ระบุว่าอุปกรณ์ใดอยู่บนไฟปกติหรือไฟฉุกเฉิน และเมื่อปิดวงจรหนึ่งแล้วจะกระทบระบบใดบ้าง

การทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและระบบสำรองต้องทำตามแผนบำรุงรักษาของอาคาร ไม่ควรต่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าชั่วคราวหรือสายพ่วงใกล้น้ำ FEMA เน้นว่าการยกระดับอุปกรณ์ไฟฟ้าและการวางแผนพลังงานสำรองเป็นส่วนสำคัญของความต่อเนื่องในอาคารสำคัญ แต่ต้องออกแบบโดยผู้มีความรู้และคำนึงถึงความเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

9. ซ้อมแผนบนโต๊ะก่อนซ้อมภาคสนาม

เริ่มจาก tabletop exercise โดยจำลองว่าได้รับประกาศฝนหนัก น้ำเริ่มเข้าลานจอดรถ ไฟฟ้าดับ และบริษัทลิฟต์เดินทางล่าช้า แล้วให้ทีมตอบว่าใครตัดสินใจ ใครโทรหาใคร ผู้ใช้อาคารได้รับแจ้งอย่างไร และต้องหยุดงานจุดใด

บันทึกช่องว่างที่พบ เช่น ไม่มีเบอร์นอกเวลา ไม่ทราบจุดตัดไฟ กุญแจอยู่กับคนเดียว หรือประกาศไม่มีหลายภาษา จากนั้นแก้แผนก่อนจัดการซ้อมจริง การซ้อมใดที่ต้องสั่งระบบลิฟต์ต้องมีบริษัทบำรุงรักษาและผู้รับผิดชอบร่วมกำกับ

10. เช็กลิสต์ 24 ชั่วโมงก่อนคาดว่าน้ำจะมา

  • ☐ ตรวจประกาศเตือนภัยและสถานการณ์ในพื้นที่จากแหล่งทางการ
  • ☐ เปิดใช้ทีมรับมือและยืนยันผู้รับผิดชอบทุกตำแหน่ง
  • ☐ ติดต่อบริษัทลิฟต์และทบทวน trigger สำหรับการหยุดระบบ
  • ☐ ตรวจแผงกั้นน้ำ จุดรั่ว ทางระบายน้ำ และเครื่องสูบน้ำ
  • ☐ ย้ายเอกสาร อะไหล่ และอุปกรณ์ที่เคลื่อนย้ายได้ขึ้นที่ปลอดภัย
  • ☐ ตรวจระบบสื่อสาร ไฟฉุกเฉิน และรายชื่อผู้ต้องการความช่วยเหลือ
  • ☐ แจ้งผู้ใช้อาคารเรื่องช่องทางประกาศและเส้นทางที่ใช้ได้
  • ☐ บันทึกสภาพก่อนเหตุการณ์ด้วยภาพถ่ายจากพื้นที่ปลอดภัย
  • ☐ เตรียมเทปกั้น ป้าย และการควบคุมไม่ให้คนเข้าโถงลิฟต์ที่เสี่ยง
  • ☐ ยืนยันว่าไม่มีใครได้รับมอบหมายให้เข้าไปทำงานในน้ำหรือเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยพลการ

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเร่งเตรียมอาคาร

  • อย่าสั่งให้ลิฟต์จอดชั้นใดชั้นหนึ่งโดยเดาเองหากยังไม่มีขั้นตอนที่ช่างอนุมัติ
  • อย่าตัดไฟลิฟต์โดยไม่เข้าใจผลต่อผู้โดยสาร ระบบช่วยเหลือ และแหล่งจ่ายสำรอง
  • อย่าวางแผงกั้นน้ำขวางทางหนีไฟหรือขังน้ำรอบตู้ไฟ
  • อย่าเปิดบ่อลิฟต์ ประตูชั้น หรือตู้ควบคุมเพื่อตรวจเอง
  • อย่าส่งคนไปเก็บของเมื่อมีน้ำไหลแรง พื้นเปียก หรือสงสัยว่ามีกระแสไฟ
  • อย่ารอประกาศสุดท้ายจึงเริ่มโทรหาช่างและแจ้งผู้ใช้อาคาร

สรุป

แผนที่ดีต้องตอบได้ก่อนน้ำมา 5 เรื่อง: น้ำจะมาจากไหน จุดใดใช้ตัดสินใจ ใครมีหน้าที่อะไร ลิฟต์จะหยุดอย่างไร และผู้ใช้อาคารจะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร การป้องกันทางกายภาพช่วยลดความเสียหายได้ แต่ต้องทำคู่กับแผนสื่อสาร ระบบไฟฟ้า การระบายน้ำ และขั้นตอนเฉพาะที่บริษัทลิฟต์รับรอง

อ่านบทความในชุดเดียวกันได้ที่ น้ำท่วมกับลิฟต์ควรทำอย่างไร? 7 ขั้นตอนเพื่อความปลอดภัย, น้ำเข้าบ่อลิฟต์แล้ว อะไหล่และระบบใดเสี่ยงเสียหายบ้าง?, หลังน้ำลด เปิดลิฟต์ได้เมื่อไร? และ ก่อนเรียกช่างตรวจลิฟต์หลังน้ำท่วม ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง? หากต้องการให้ทีม SPC ช่วยประเมินแนวทางเบื้องต้น โปรดใช้หน้า ติดต่อ SPC

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นคำแนะนำทั่วไป ไม่ใช้แทนแผนฉุกเฉินของอาคาร คู่มือผู้ผลิต การประเมินของวิศวกร หรือคำสั่งของหน่วยงานรัฐ งานเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า บ่อลิฟต์ ห้องเครื่อง ตู้ควบคุม และการเคลื่อนลิฟต์ต้องดำเนินการโดยผู้มีความรู้และได้รับอนุญาต

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Read 4 times Last modified on Wednesday, 30 September 2026 13:10
SPC THAILAND

Latest from SPC THAILAND