1. เฝ้าระวังระดับน้ำและตรวจจุดเสี่ยงของอาคาร
ติดตามประกาศฝนและสถานการณ์น้ำในพื้นที่ พร้อมตรวจชั้นใต้ดิน ทางเข้าอาคาร ทางลาด จุดระบายน้ำ และบริเวณประตูลิฟต์ชั้นล่าง หากอาคารเคยมีน้ำไหลเข้าจุดใด ให้ถือจุดนั้นเป็นแนวเฝ้าระวังลำดับแรก ไม่ควรรอให้น้ำถึงประตูลิฟต์แล้วจึงเริ่มดำเนินการ
2. กำหนดผู้รับผิดชอบและติดต่อผู้ดูแลลิฟต์ล่วงหน้า
ควรมีผู้ประสานงานหลักของอาคารหนึ่งคน พร้อมหมายเลขช่างหรือบริษัทบำรุงรักษาลิฟต์ แจ้งยี่ห้อ รุ่น หมายเลขเครื่อง ชั้นที่เสี่ยง และระดับน้ำล่าสุดให้ชัดเจน วิธีหยุดหรือจอดลิฟต์ที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันตามยี่ห้อ รุ่น และระบบควบคุม จึงควรทำตามคำแนะนำของผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้น
3. หยุดให้บริการก่อนน้ำเข้าพื้นที่ลิฟต์
หากน้ำมีแนวโน้มเข้าถึงโถงลิฟต์ บ่อลิฟต์ ห้องเครื่อง หรือตู้ควบคุม ให้หยุดรับผู้โดยสารแต่เนิ่น ๆ ติดป้ายกั้นบริเวณทุกชั้น และแจ้งให้ผู้ใช้อาคารใช้บันไดหรือเส้นทางอพยพที่ปลอดภัย การหยุดเร็วกว่าหนึ่งช่วงเวลาย่อมดีกว่าการมีผู้โดยสารอยู่ในลิฟต์ขณะที่ระบบต้องหยุดฉุกเฉิน
4. จอดห้องโดยสารในชั้นที่ปลอดภัยตามคู่มือของระบบ
ลิฟต์บางระบบมีฟังก์ชันสำหรับสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งสามารถนำห้องโดยสารไปยังชั้นที่กำหนดและหยุดให้บริการได้ แต่ผู้ดูแลอาคารไม่ควรทดลองสั่งงานหรือใช้กุญแจควบคุมโดยไม่มีคำแนะนำ ควรให้ช่างลิฟต์หรือผู้รับผิดชอบที่ได้รับการฝึกอบรมดำเนินการตามคู่มือของลิฟต์รุ่นนั้น
5. ห้ามสัมผัสสวิตช์หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อยืนอยู่ในน้ำ
หากน้ำเข้าถึงอุปกรณ์ไฟฟ้า อย่าแตะสวิตช์ ตู้ควบคุม สายไฟ หรืออุปกรณ์ลิฟต์ขณะยืนในน้ำ การตัดแหล่งจ่ายไฟต้องทำจากจุดที่แห้งและปลอดภัยโดยผู้มีความรู้และได้รับอนุญาต ผู้ใช้อาคารควรถอยออกจากพื้นที่ กั้นเขต และแจ้งทีมช่างทันที
6. ลดน้ำเข้าสู่บ่อลิฟต์โดยไม่เข้าไปในพื้นที่อันตราย
ตรวจความพร้อมของแนวกั้นน้ำ ระบบระบายน้ำ ปั๊มน้ำ และสัญญาณเตือนน้ำท่วมจากพื้นที่ที่ปลอดภัย ห้ามลงไปในบ่อลิฟต์หรือเปิดประตูชั้นเพื่อสำรวจด้วยตนเอง เพราะอาจมีทั้งความเสี่ยงจากไฟฟ้า การตกจากที่สูง และการเคลื่อนที่ของอุปกรณ์ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินและดำเนินการ
7. บันทึกเหตุการณ์และเตรียมตรวจสอบหลังน้ำลด
จดเวลา ระดับน้ำ ชั้นที่ได้รับผลกระทบ อาการแจ้งเตือน และถ่ายภาพจากจุดปลอดภัย ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ช่างวิเคราะห์ความเสียหายได้เร็วขึ้น และใช้ประกอบการวางแผนป้องกันครั้งต่อไป หากต้องส่งภาพให้ช่าง ควรถ่ายภาพรวมพื้นที่ ป้ายรุ่น และอุปกรณ์ที่มองเห็นได้โดยไม่เข้าเขตอันตราย
หากน้ำเข้าบ่อลิฟต์แล้ว ต้องทำอย่างไร
- หยุดใช้งานและปิดกั้นพื้นที่ทันที
- ติดต่อบริษัทบำรุงรักษาหรือช่างลิฟต์ที่รับผิดชอบ
- ไม่รีเซ็ตระบบ ไม่ทดลองวิ่ง และไม่เปิดไฟกลับเอง
- ไม่ลงไปสูบน้ำหรือสำรวจในบ่อลิฟต์โดยผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต
- รอให้ช่างตรวจอุปกรณ์ไฟฟ้า เซนเซอร์ บัฟเฟอร์ สายไฟ ประตู และอุปกรณ์นิรภัย
แม้น้ำจะลดและพื้นที่ดูแห้งแล้ว ความชื้น ตะกอน และการกัดกร่อนอาจยังทำให้อุปกรณ์ทำงานผิดปกติได้ การเปิดระบบโดยไม่ตรวจสอบอาจสร้างความเสียหายซ้ำหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้โดยสาร
เช็กลิสต์ก่อนเปิดลิฟต์กลับมาใช้งาน
- ยืนยันว่าบ่อลิฟต์ ปล่องลิฟต์ ห้องเครื่อง และตู้ควบคุมพ้นจากน้ำและความชื้นที่เป็นอันตราย
- ตรวจฉนวน ระบบไฟฟ้า สายสัญญาณ และเซนเซอร์โดยช่างผู้เชี่ยวชาญ
- ตรวจประตู ระบบเบรก อุปกรณ์นิรภัย และสวิตช์จำกัดระยะ
- ทดสอบการทำงานแบบไม่มีผู้โดยสารตามขั้นตอนของผู้ผลิต
- เปิดให้บริการเมื่อผู้รับผิดชอบยืนยันผลตรวจและบันทึกงานเรียบร้อยแล้ว
สรุป
หลักสำคัญของการรับมือน้ำท่วมกับลิฟต์คือ “หยุดก่อนน้ำถึงระบบ ไม่สัมผัสไฟฟ้าในพื้นที่เปียก และไม่เปิดใช้งานเองหลังน้ำลด” การเตรียมผู้ประสานงาน แผนกั้นพื้นที่ และข้อมูลลิฟต์ไว้ล่วงหน้า จะช่วยลดทั้งความเสี่ยงต่อคนและความเสียหายของอุปกรณ์
หากต้องการประเมินเบื้องต้น สามารถส่งข้อมูลยี่ห้อ รุ่น ตำแหน่งอาคาร ระดับน้ำ และภาพจากจุดปลอดภัยให้ทีม SPC ผ่านหน้า ติดต่อ SPC หรือดูข้อมูล บริการซ่อมลิฟต์ทุกยี่ห้อ
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นคำแนะนำทั่วไป การดำเนินการจริงต้องยึดคู่มือผู้ผลิต แผนฉุกเฉินของอาคาร และคำแนะนำของช่างลิฟต์หรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Toshiba Elevator — แนวทางและระบบป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม
- Mitsubishi Elevator Thailand — แนวทางปฏิบัติเมื่อน้ำท่วม
- FEMA Technical Bulletin 4 — การปกป้องลิฟต์จากความเสียหายจากน้ำท่วม
- GOV.UK — ความปลอดภัยระหว่างน้ำท่วม
ตอนต่อไปในชุด SPC Elevator Safety Alert: น้ำเข้าบ่อลิฟต์แล้ว อะไหล่และระบบใดเสียหายได้บ้าง?









